เรื่องการประกันภัยสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Credit Insurance)
การประกันภัยคือการรองรับความเสี่ยงของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและธุรกิจ ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้ตามต้องการโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. การประกันชีวิต หมายถึงการที่ผู้รับประกันตกลงจะชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือทายาท ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยเองในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยยังมีชีวิตจนถึงวันที่ตกลงไว้ในสัญญา
2. การประกันวินาศภัย หมายถึงการที่ผู้รับประกันตกลงจะชดใชเค่าสินไหมทดแทนหากเกิดความสูญเสียหรือเสียหายจากภัยต่างๆ ซึ่งความเสียหายนั้นๆสามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ โดยสามรถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1. การประกันอัคคีภัย
2. การประกันภัยรถยนต์
3. การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
4. การประกันภัยเบ็ดเตล็ด
การประกันภัยสินเชื่อทางการค้า เป็นการประกันภัยประเภทหนึ่งที่อยู่ในประเภทการรับประกันภัยเบ็ดเตล็ด การประกันภัยสินเชื่อทางการค้า เป็นการประกันภัยที่มีความสำคัญและเหมาะสมกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าทั้งผู้ประกอบการค้าภายในประเทศและผู้ประกอบการค้าต่างประเทศ การประกันภัยประเภทนี้ให้ความมั่นใจในการทำธุรกิจมากขึ้นและเป็นการโอนความเสี่งของการเกิดหนี้สูญไปให้บริษัทที่รับประกันรับภาระความเสี่ยงไว้แทน
ความคุ้มครอง
การประกันภัยสินเชื่อทางการค้าให้ความคุ้มครองแก่ผู้ขาย ผู้ส่งออก (ผู้เอาประกันภัย) ในกรณีที่ส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อแล้วไม่ได้รับชำระค่าสินค้าของตนจากผู้ซื้อสินค้า อันเนื่องมาจากความเสี่ยงทางการค้าเช่นผู้ซื้อล้มละลาย ผู้ซื้อปฏิเสธการชำระเงิน เป็นต้น หรือความเสี่ยงทางการเมือง เช่น การควบคุม การโอนเงิน การห้ามนำสินค้าเข้า เป็นต้นซึ่งบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าสินค้าที่ไม่ได้รับการชำระแก่ผู้เอาประกันภัย
ภัยทางการค้า (Commercial Risks) มีดังนี้
1. ผู้ซื้อล้มละลาย
2. ผู้ซื้อไม่ยอมชำระเงินหลังจากได้รับสินค้าแล้ว
3. ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าหลังจากผู้ส่งออกได้ส่งไปให้แล้ว
4. ความบกพร่องของผู้ซื้อไม่ได้ขออนุญาตนำสินค้าเข้าล่วงหน้า (หากสินค้าที่นำเข้าเป็นสินค้าควบคุม) หรือไม่ได้ขออนุญาตส่งเงินตราออกนอกประเทศเพื่อชำระค่าสินค้า (หากมีการควบคุมการส่งเงินตราออกนอก)
5. เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
6. ไม่สามารถติดต่อผู้ซื้อได้
ภัยทางการเมือง (Political Risks)
1. รัฐบาลในประเทศผู้ซื้อระงับการชำระหนี้ต่างประเทศหรือบังคับให้ผู้ซื้อระงับการทำตามสัญญาเป็นการชั่วคราว
2. การกระทำการใดๆของรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อเป็นผลให้ผู้ซื้อไม่สามารถทำตามสัญญาได้
3. การควบคุมจำกัดเงินตราต่างประเทศทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถส่งเงินออกนอกประเทศได้
4. รัฐบาลของประเทศผู้ซื้อบังคับให้ผู้ซื้อชำระหนี้โดยสกุลเงินประเทศผู้ซื้อแทนที่จะเป็นสกุลเงินที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น ดอลล่าห์ หรืกปอนด์เสตอร์ลิงค์ จนเป็นเหตุที่ทำให้ผู้ส่งออกได้รับความเสียหาย
5. เกิดสงครามกลางเมือง ปฏิวัติรัฐประหาร ฯลฯ ภายนอกประเทศผู้ขาย
6. เกิดมีการห้ามนำเข้าในประเทศผู้ซื้อ ก่อนสินค้าลงเรือ
การพิจารณารับประกันภัยและวงเงินจำกัดความคุ้มครอง
ผู้ขอเอาประกันภัยจะต้องแจ้งรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับสินค้าตน เช่นประเภทธุรกิจ ประเภทสินค้าที่ขาย ประเทศที่ขายสินค้าไปให้ รายชื่อผู้ซื้อสินค้าทุกราย เป็นต้น เพื่อให้ผู้รับประกันภัยจะนำข้อมูลทั้งหมดไปประมวลและเสนอความคุ้มครอง วงเงินจำกัดความคุ้มครองและเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมแก่ผู้ขอเอาประกันภัย ผู้รับประกันภัยจะพิจารณาสัดส่วนและปริมาณการขายสินค้า โดยเฉพาะพิจารณากลุ่มลูกค้าของผู้เอาประกันภัย หากพบว่าผู้เอาประกันภัยมีการขายสินค้าไปให้กับผู้ซื้อที่มีความน่าเชื่อถือสูงและมีระบบการพิจารณาวงเงินสินเชื่อที่ดีแล้ว จะมีผลทำให้เบี้ยประกันภัยที่บริษัทประกันภัยเสนอต่ำลงได้ นอกจากนี้แล้ว ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ในการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อทุกๆรายให้ผู้รับประกันภัยทราบล่วงหน้า เพื่อที่ผู้รับประกันภัยจะได้ตรวจสอบความสามารถในการชำระเงินของผู้ซื้อแต่ละรายและพิจารณาวงเงินจำกัดความคุ้มครองที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งสินค้าเที่ยวนั้นๆหรือการขนส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อสินค้ารายนั้นๆได้ วงเงินจำกัดความคุ้มครองซึ่งผู้รับประกันภัยเสนอให้นั้นจะสะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อแต่ละรายได้เป็นอย่างดี นั่นคือหากผู้ซื้อมีความน่าเชื่อถือสูง ก็จะได้รับวงเงินจำกัดความคุ้มครองสูง ในขณะที่หากผู้ซื้อมีความน่าเชื่อถือต่ำ ก็จะได้รับวงเงินจำกัดความคุ้มครองต่ำ โดยที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงสุดไม่เกินวงเงินจำกัดความคุ้มครองที่กำหนดไว้สำหรับการขายสินค้าแต่ละครั้ง
อัตราเบี้ยประกันภัย
อัตราเบี้ยประกันภัยต่อปีอยู่ระหว่าง 0.1%-2.5% ของจำนวนเงินที่เอาประกัน เช่นเบี้ยประกันภัยต่อจำนวนเงินที่เอาประกันภัย 1 ล้านบาทอยู่ระหว่าง 1,000-25,000 บาท
การกำหนดอัตราเบี้ยประกันสำหรับสินเชื่อเพื่อการค้านั้นจะมีอัตราที่ไม่ทำให้เกิดภาระมากนักทั้งแก่ผู้ส่งออกจนขาดความสนใจในการทำประกันภัย ตลอดจนเกิดการไม่สอดคล้องกับนโยบายการส่งออก ส่วนใหญ่จะอาศัยหลักการ “ไม่กำไร-ไม่ขาดทุน” (no profit – no loss) เป็นแนวทางการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น หลักการใหญ่ๆที่ผู้บริหารนำมาคิดมีดังนี้1. หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการขาดทุน โดยถัวเฉลี่ยจากรายได้-รายจ่ายหลายๆปีด้วยกัน2. ต้องเลี่ยงไม่ให้มีกำไรมากเกินความจำเป็นที่ต้องทีทุนสำรองเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจโดยเฉลี่ยหลายๆปี3. ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ส่งออกทุกคน โดยไม่ให้ผู้ส่งออกที่มีประวัติการส่งออกที่ดี (ไม่มีการเรียกร้องค่าสินไหม) ต้องเสียเบี้ยประกันมากกว่าผู้ส่งออกคนอื่นๆ
ในการคิดเบี้ยประกันสำหรับกรณีการส่งออก โดยทั่วไปจะพิจารณาปัจจัยต่างๆดังนี้
1. ลักษณะการค้าของผู้ส่งออก
2. ประวัติการค้าของผู้ส่งออก
3. จำนวนผู้ซื้อ
4. ประเทศผู้ซื้อและจำนวนประเทศที่ส่งสินค้าออกไปขาย
5. ปริมาณและมูลค่าสินค้า
6. ระยะเวลาสินเชื่อ
7. ประสพการณ์ของบริษัทรับประกันภัยกับผู้ส่งออก
การชำระค่าสินไหมทดแทน (Claims)แนวปฏิบัติมีดังนี้
1. ในกรณี ผู้ซื้อล้มละลาย: จะชำระค่าสินไหมทันทีเมื่อพิสูจน์การล้มละลายของผู้ซื้อได้
2. ในกรณี ผู้ซื้อไม่ยอมชำระเงินหลังจากได้รับสินค้าแล้ว: จะชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ส่งออก 6 เดือนหลังจากครบกำหนดชำระ
3. ในกรณี ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าหลังจากผู้ส่งออกได้ส่งไปให้แล้ว: จะชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ส่งออก 1 เดือนหลังจากได้ขายสินค้าต่อให้ผู้อื่น
4. ในกรณี ความเสียหายที่เกิดจากความล่าช้าในการส่งเงินออกนอกประเทศ (ผู้ซื้อ) หรือผู้ซื้อถูกบังคับให้ชำระเงินในสกุลเงินประเทศนั้นๆและผู้ขายประสพความเสียหาย: จะชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ส่งออก 4 เดือนหลังจากวันครบกำหนดชำระหรือ 4 เดือนหลังจากผู้ซื้อได้ทำพิธีการส่งเงินออกเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่กรณีใดจะช้ากว่ากัน
5. ในกรณี อื่นๆ: จะชำระค่าสินไหมให้แก่ผู้ส่งออก 4 เดือนหลังจากเหตุการที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือทันทีที่ความเสียหายได้เกิดขึ้น สุดแล้วแต่กรณีไหนจะเกิดช้ากว่ากัน
ก่อนที่จะมีการชำระค่าสินไหม ผู้ส่งออกจะต้องแสดงหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าได้พยายามติดตามทวงถามหนี้จากผู้ซื้อหลังกำหนดวันชำระเงินแล้วแต่ไม่ได้ผล
ประโยชน์ของการทำประกันภัยสินเชื่อทางการค้า
1. ถ่ายโอนความเสี่ยงในการเกิดหนี้สูญจากการขายสินค้าของผู้เอาประกันภัยไปยังผู้รับประกันภัย
2. เพิ่มศักยภาพในการขยายตลาดในประเทศหรือภูมิภาคใหม่ที่ผู้ส่งออกไม่เคยดำเนินธุรกิจมาก่อน
3. ขยายตลาดในประเทศที่มีการขายอยู่แล้วให้มีปริมาณมากขึ้น
4. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกในระดับประเทศ
5. ผู้ส่งออกจะได้รับบริการข้อมูลเครดิตของผู้ซื้อรายต่างๆจากระบบฐานข้อมูลของบริษัทประกันภัย
6. ช่วยบริหารสภาพคล่องและลดอัตราการเกิดหนี้สูญ